วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

จะกินไข่ไก่หรือไข่เป็ดดี ?


วันนี้คุณรับประทานไข่หรือยังหรือวันนี้คุณรับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ด ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วว่า ไข่ไก่หรือไข่เป็ด อะไรดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้เองจึงอยากจะมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบกัน

ไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีความสำคัญมากและรับประทานกันแพร่หลายทั่วๆไป ประชาชนทั่วๆไปมักจะพูดกันและรู้จักไข่ในลักษณะอาหารเสริม บำรุงกำลัง ผู้ที่ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หรือผู้ที่เจ็บป่วย มักถูกญาติมิตร เพื่อนฝูง แนะนำให้รับประทานไข่บ้าง อาหารไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และสะดวกในการประกอบอาหารรับประทาน

อย่างไรก็ตามจริงๆแล้วเรื่องราวของไข่เกี่ยวกับคุณประโยชน์จริงๆนั้นยัง รู้จักกันน้อย บางครั้งมักจะมีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดไหนมีประโยชน์ มากกว่ากัน

ความจริงแล้ว โปรตีนจากไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้แทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกายได้ทั้งหมด นับว่าดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก ทางการแพทย์บอกว่า ไข่ขาวสามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนของร่างกายได้เต็ม 100 % ประชาชนของประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะสนใจมากนัก เราควรจะหันมาให้ความสนใจกับการรับประทานไข่ให้มากขึ้น จะเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้ เพราะล้วนแต่ให้ประโชน์ทั้งนั้น

ในต่างประเทศมักจะไม่ค่อยรับประทานไข่เป็ดกัน เพราะหาได้ลำบากกว่าไข่ไก่ จะสร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดแบบเลี้ยงไก่ก็ทำไม่สะดวกไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดใด มีคุณค่ามากกว่ากันดีกว่ากัน ข้อมูลเป็นตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้สำหรับไข่ไก่ 1 ฟอง และ ไข่เป็ด 1 ฟอง



สารอาหาร ไข่ ไก่ ไข่เป็ด


พลังงาน (แคลอรี) 169 180


ไขมัน (กรัม) 11.9 12.6


คาร์โบไฮเดรต (กรัม) 1.7 4.1


โปรตีน (กรัม) 12.7 11.7


แคลเซี่ยม (มิลลิกรัม) 76.0 71.0


เหล็ก (มิลลิกรัม) 3.5 2.8


วิตามินบี 1 (มิลลิกรัม) 0.08 0.27


วิตามินบี 2 (มิลลิกรัม) 0.48 0.56


วิตามินบี 5 (มิลลิกรัม) 0.1 0.1

คุณค่าของไข่ไก่และไข่เป็ด มีส่วนแตกต่างกันบ้าง เช่น ไข่ไก่หนือกว่าไข่เป็ด ในด้าน โปรตีน แคลเซี่ยม เหล็ก แต่ไข่เป็ดกลับเหนือว่าในด้านพลังงาน ไขมัน วิตามิน บี 1 วิตามิน บี 2

หากเรารับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ด 1 ฟอง คิดปริมาณน้ำหนัก 5 0 กรัม เมื่อเทียบความต้อการสารอาหารที่ควรได้รับสำหรับประชาชน ใน 1 วัน ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ในวันหนึ่งควรรับประทานไข่เพียงวันละ 1 ฟอง ก็จะได้สารอาหารที่จำเป็นมากพอสมควร

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่ง ที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เกิดจากร่างกายมีหน่วยพันธุกรรมหรือมียีนผิดปกติในส่วนของการสร้างเม็ดเลือด แดง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ยีน ก็คือหน่วยพันธุกรรมที่กำหนดลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิต เช่นในมนุษย์ มียีนกำหนดสี และลักษณะของผิว ตา ผม ความสูงความฉลาด หมู่เลือด ชนิดของฮีโมโกลบิน รวมทั้งโรคบางอย่าง เช่น โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียจะมีอยู่ 2 แบบ คือ เป็นพาหะ และเป็นโรค
1. เป็นพาหะหรือมียีนแฝงธาลัสซีเมีย หมายถึง มียีนผิดปกติหรือพันธุกรรมโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียว อีกยีนหนึ่งที่คู่กันยังคงปกติ ผู้ที่เป็นพาหะจะยังคงมีสุขภาพดี สภาพทั่วไปปกติ แต่เมื่อตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษจึงจะบอกได้ว่าเป็นพาหะ สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกตินี้ไปให้ลูกได้
2. สำหรับผู้ที่เป็นโรค หมายถึงผู้ที่ได้รับยีนผิดปกติทั้ง 2 ยีน สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติยีนใดยีนหนึ่งไปให้ลูกแต่ละคนได้ ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการ ซีด ตาเหลือง ตับโต ม้ามโต แคระแกรน หน้าตาอาจเปลี่ยนแปลง จมูกแบน พุงป่อง ร่างกายโตช้ากว่าปกติ กระดูกเปราะหักง่าย จะเจ็บป่วยบ่อย เด็กๆจะขาดเรียนเป็นประจำ จึงเป็นภาระของครอบครัว จะต้องดูแลรักษาไปอีกนาน เพราะโรคนี้รักษายาก

สถานการณ์ของประเทศไทย คนที่เป็นพาหะมีประมาณร้อยละ 30-45 ส่วนที่เป็นโรคมีประมาณร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคน ส่วนสถานการณ์ของจังหวัดแพร่ปัจจุบันมีผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียระดับที่ซีด มากถึงต้องได้รับการให้เลือดในแต่ละเดือนประมาณ 80 คน ส่วนใหญ่อยู่ในอยู่ในวัยเด็ก ระดับประถมศึกษา โดยในจำนวนนี้ยังไม่ได้นับรวมกลุ่มผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ที่อาการยังไม่รุนแรงจนถึงขนาดต้องให้เลือด ซึ่งถ้าคิดตามค่าเฉลี่ยของประเทศจังหวัดแพร่จะมีผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ประมาณเกือบ 5 พันคน และเป็นพาหะประมาณ 2 แสนคน จึงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอนาคตทั้งผู้ที่เป็นพาหะและเป็นโรคคงจะเพิ่มจำนวนขึ้น เรื่อยๆ เพราะโอกาสที่คนเหล่านี้จะมาแต่งงานกันมีมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยส่วนใหญ่ของจังหวัด

ปัจจุบันรัฐบาลได้บรรจุสิทธิประโยชน์ของหญิงมีครรภ์ทุกคน ให้ได้รับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองธาลัสซีเมียตามโครงการหลักประกันสุขภาพ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 โดยตรวจคัดกรองหญิงที่มาฝากครรภ์ ถ้าพบว่าเป็นพาหะ ก็จะตามสามีมาตรวจด้วย ถ้าพบว่าสามีก็เป็นพาหะพวกเดียวกันโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคมีโอกาส 1 ใน 4 ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2552 หญิงมีครรภ์ในจังหวัดแพร่ ที่มาฝากครรภ์ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ได้รับการตรวจคัดครองโรคธาลัสซีเมียโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 88 แต่ปัญหาคือเมื่อตรวจพบว่าเป็นพาหะให้พาสามีมาตรวจสามารถทำได้เพียงร้อยละ 67 อาจจะด้วยหลายๆสาเหตุรวมถึงความไม่ตระหนักจึงไม่ให้ความสำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงยังพบเด็กที่คลอดมาแต่ละปีเป็นธาลัสซีเมียจำนวนไม่น้อย


กรณีที่ตรวจทั้ง ภรรยาและสามีแล้ว พบว่าเป็นพาหะชนิดเดียวกันทั้งคู่ ซึ่งอาจตรวจเมื่อก่อนตั้งครรภ์ หรือตรวจพบเมื่อตั้งครรภ์ไปแล้วทางเลือกก็คือ
1. ยอมเสี่ยงที่จะมีลูกที่เป็นโรค
2. ให้แพทย์ตรวจทารกในครรภ์ว่าเป็นโรคหรือไม่ ถ้าพบว่าลูกเป็นโรคก็จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์
3. ถ้าตรวจพบเมื่อก่อนตั้งครรภ์ อาจเลือกวิธีคุมกำเนิด โดยไม่ต้องมีลูก
4. ใช้วิธีผสมเทียมจากไข่ของหญิงและเชื้ออสุจิของชาย ร่วมกับการวินิจฉัยตรวจโรคตัวอ่อน ก่อนนำไปฝังตัวในมดลูกก่อนการตั้งครรภ์ แต่เป็นวิธีที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก

การที่โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือพ่อ แม่ ที่เป็นโรคหรือเป็นพาหะถ่ายทอดไปให้ลูก เมื่อเป็นแล้วจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมทั้งครอบครัวที่จะต้องเป็นภาระในการดูแลรักษาพยาบาลไปตลอดชีวิต เพราะโรคนี้รักษายากมาก ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงมีลูกเป็นธาลัสซีเมีย ควรป้องกันด้วยการไปตรวจเลือดคู่สมรสก่อนวางแผนที่จะมีลูกในโรงพยาบาลทุก แห่งในจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้ง 2 ฝ่ายมีประวัติเป็นธาลัสซีเมีย ครั้งแรกอาจตรวจคนเดียวก่อน หากเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย จึงตรวจคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หากคู่สมรสเป็นพาหะของธาลัสซีเมียพวกเดียวกัน แพทย์จะได้อธิบายและเลือกทางเลือกที่มีโอกาสเสี่ยงให้น้อยที่สุด ในส่วนของผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่เคยได้ตรวจมาก่อน ควรรีบไปฝากครรภ์ ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่ใกล้บ้านทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์ หรือควรไปฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เพราะการวินิจฉัยทารกในครรภ์แต่เนิ่นๆ หากรู้ว่าผิดปกติ การยุติการตั้งครรภ์จะปลอดภัยกว่าถ้าอายุครรภ์ยังน้อย นอกจากนั้นยังจะได้รับการตรวจและดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เร็ว จึงส่งผลให้ทั้งแม่และลูกมีความสมบูรณ์ปลอดภัยกว่าการมาฝากครรภ์ล่าช้าอีก ด้วย

เอกสารอ้างอิง :
1. “โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย” ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546
2. “โรคเลือดจางธาลัสซีเมียคืออะไร” พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต1 กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2543
www.thaiclinic.com/thalassemia.html
3. ผลการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมีย จังหวัดแพร่ พ.ศ.2552 เอกสารโรเนียว กลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่

เหตุผล 5 ข้อที่เด็กผู้หญิงควรเล่นกีฬา


แม้เด็กผู้หญิงจะเล่นกีฬากันมากขึ้น แต่แวดวงการกีฬาก็ยังเป็นโลกของผู้ชาย นักกอล์ฟ นักบาสเก็ตบอล นักฟุตบอล ที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนเป็นผู้ชาย อาจเป็นเพราะผู้หญิงถูกคาดหวังให้สนใจในเรื่องความสวยความงาม ศิลปะ และงานบริการมากกว่า จึงไม่ค่อยส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงเล่นกีฬาหรือเป็นนักกีฬากันเท่าไร ทั้งๆ ที่การเล่นกีฬามีประโยชน์กับเด็กผู้หญิงมากมาย

1.เรียนดีกว่า มักเข้าใจผิดกันว่าการเล่นกีฬาจะทำให้ไม่มีเวลาเรียน แต่งานวิจัยระบุว่า เด็กผู้หญิงที่เล่นกีฬาเรียนดีกว่า และเรียนจบมากกว่า เพราะการออกกำลังกายช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ความจำ และสมาธิ
2.มีทักษะทำงานเป็นทีมและตั้งเป้าหมาย การได้ร่วมงานกับโคช ครูฝึกและเพื่อนร่วมทีมเพื่อให้ชนะการแข่งขัน ช่วยฝึกการมุ่งไปสู่เป้าหมาย และการร่วมงานกับคนอื่นๆ
3.สุขภาพดี เด็กผู้หญิงที่เล่นกีฬา นอกจากจะมีร่างกายแข็งแรงแล้ว ส่วนใหญ่ไม่สูบบุหรี่ แนวโน้มการเป็นมะเร็งเต้านม และภาวะกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้นต่ำกว่า แม้การออกกำลังกายส่วนใหญ่ช่วยได้ แต่การเล่นกีฬาทำให้ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะมีโค๊ชและเพื่อนในทีมเป็นตัวกระตุ้น
4.มีความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มชำนาญในกีฬานั้นๆ และเมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย ก็จะรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเอง
5.เครียดน้อยลง การออกกำลังกายช่วยคลายความเครียดและความซึมเศร้าได้ และถ้าเล่นกีฬาเป็นทีมก็จะมีเพื่อนร่วมทีมคอยให้กำลังใจกัน


สิ่งดังกล่าวจึงช่วยสะท้อนให้เห็นว่า...กีฬาไม่ว่าจะเพศใดก็สามารถเล่นได้ ไม่ต่างกัน เมื่อสิ่งสำคัญอยู่ที่การได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อีกทั้งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด และสร้างเป้าหมายชีวิตในสายอาชีพนักกีฬาให้กับใครอีกหลายคน...

"วิทยาการปัญญาคืออะไร?"

วิทยาการปัญญา หรือ Cognitive Science ถือเป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่นแบบพหุสาขาวิชา (Multidisciplinary) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับสมองของมนุษย์ และถือว่าเป็นสาขาวิชาใหม่ในประเทศไทย การศึกษาการทำงานของจิตใจกับสมองนั้นเป็นสิ่งที่ยังมีข้อสงสัยอยู่และยัง ต้องการงานวิจัยอีกมากเพื่อที่จะค้นหาคำตอบ เช่น การเกิดเชาว์ปัญญาของมนุษย์ อารมณ์กับการตอบสนองของมนุษย์ต่อสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองระหว่างการตัดสินใจ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงกับมนุษย์ในด้านกระบวนการเรียนรู้ (Cognitive process) ปัจจุบันการได้มีวิธีการวิเคราะห์การทำงานของสมองโดยตรงด้วยการอาศัยวิธี วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า (Electrical activity) ของสมอง การใช้เทคนิคการวัดคลื่นไฟฟ้าบริเวณผิวนอกของสมอง (Brain cortex) ซึ่งสามารถทำได้โดยการติดขั้วไฟฟ้า (Electrode) บนหนังศรีษะ ด้วยเครื่องมือวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography) หรือ EEG เพื่อสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสมอง จิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ (Brain, Mind and Action)

การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG ในงานวิจัย

ตัวอย่างงานวิจัยแสดงการแพร่กระจายของคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG บริเวณศรีษะของผู้ทดสอบขณะทำสมาธิ

วิทยาลัยวิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา (College of Research Methodology and Cognitive Science : RMCS) มหาวิทยาลัยบูรพา

นับ เป็นวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ที่จัดการศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษา มุ่งเน้นการนำวิธีวิทยาการวิจัยขั้นสูงมาพัฒนาการวิจัยของแต่ละสาขาวิชา และการวิจัยที่มีลักษณะพหุสาขาวิชา (Multidisciplinary) พัฒนาเทคนิควิธีการวิจัยให้ก้าวหน้า ผลิตนักวิธีวิทยาการวิจัยทีมีศักยภาพสูงให้กับสาขาวิชาต่าง ๆ ผลิตนักวัดผลประยุกต์ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี และผลิตนักวิจัยด้านวิทยาการปัญญาที่สามารถบูรณาการวิทยาการวิจัยพหุสาขา วิชา ได้แก่
• จิตวิทยา (Psychology)
• มานุษยวิทยา (Anthropology)
• วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)
• การศึกษา (Education)
• ภาษาศาสตร์ (Linguistics)
• วิทยาการระบบประสาท (Neuroscience)
• ปรัชญา (Philosophy)

งานวิจัยลักษณะการบูรณาการวิทยาการวิจัยพหุสาขาวิชา

ทิศทางการวิจัยของวิทยาลัย RMCS
การวิจัย
การ วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และการวิจัยผสมผสาน (Mixed-method research) เช่น การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ การพัฒนาตัวบ่งชี้ เป็นต้น
สถิติ
โมเดล สการโครงเชิงเส้น (SEM or LESREL) การวิเคราะห์พหุระดับ (HLM) การวิเคราะห์สถิติพหุนาม (Multivariate analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) การวิเคราะห์อิทธิพล (Path analysis) และการจำลองข้อมูล (Simulation)
การวัดผล
การ กำหนดจุดตัด (Cut score) ทฤษฎีตอบสนองข้อสอบ (IRT) การทำหน้าที่ต่างกัน (DIF) การปรับเทียบคะแนน (Equating/Linking) การทดสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ (CBT) การทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยความพิวเตอร์ (CAT) และการพัฒนาแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test)
วิทยาการปัญญา
ศึกษา วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างการคิด อารมณ์ และการกระทำ การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน การตรวจสอบสมอง การถ่ายภาพสมอง ทักษะทางอารมณ์ พฤติกรรม ความผิดปกติทางการเรียน การรับรู้ ความสนใจ การจำ การแก้ปัญหา การคำนวณ การให้เหตุผล และการตัดสินใจ

ห้องปฎิบัติการวิจัยด้านวิทยาการปัญญา
วิทยาลัย วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มีห้องปฏิบัติการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ที่มีเครื่อง สำหรับวัดสัญญาณและประมวลผลทางสรีรวิทยา รุ่นล่าสุด EEG100C, MP150 BIOPAC, USA รองรับการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด ฯลฯ เชื่อมต่อผ่านโปรแกรมวิเคราะห์ เช่น MATLAB, VB, VC, หรือ Labview ได้ และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ได้เล็งเห็นความสำคัญของ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยเครื่อง EEG การให้นิสิตทำงานวิจัยด้านวิทยาการปัญญา และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง รวมถึงการแปลสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

เครื่องมือวัดทางสรีรวิทยา MP150 BIOPAC รุ่นใหม่ล่าสุด
ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ใช้การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมองมีดังต่อไปนี้
- การศึกษาระดับสติปัญญาของบุคคลด้วยการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าสมอง
- การสืบค้นความผิดปกติด้านพฤติกรรม และ ความวิตกกังวลในเด็กเล็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนรู้
- การศึกษาระดับความจำต่อสิ่งเร้าด้วยการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้สมอง
- การศึกษาความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล อายุ หรือในขณะหลับหรือตื่น
- การวินิจฉัยและพยากรณ์แนวโน้มสภาวะโรคสมองเสื่อม
- การศึกษาการทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเครื่องจักร

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วัยรุ่นกับความเครียด

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

วัยรุ่นกับความเครียดกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว จากที่เราเปลี่ยนระบบการสอบ ent. เป็นระบบใหม่ เด็กๆ กำลังอยู่ในช่วงการปรับตัว ทำความเข้าใจกับวิธีการสอบแบบใหม่ หลายคนก็กำลังเครียดอยู่กับเรื่องของการสอบ ก็ดูเหมือนว่าเรื่องของระบบการสอบ ent. จะเป็นเรื่องที่ยังไม่ลงตัวดีนัก ในเรื่องของการที่จะคัดเด็กที่จะเข้าไปสู่ระบบการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย จนทำให้ระบบการศึกษาทั้งระบบของเราถูกกดดันด้วยเรื่องของการที่จะต้องดิ้นรน เพื่อไปสู่ความสำเร็จในการสอบ ent. ให้ได้

การจะทำอะไรก็ดูจะมุ่งไปที่ธงของการสอบ ent. ให้ได้เพียงอย่างเดียว เด็กๆ หลายคนมีความเครียดมากทีเดียวและภายใต้สภาวะความเครียดอันนี้ จริงๆ แล้วจะส่งผลเสียกับตัวของเด็กมากทีเดียว เช่น ความสามารถหรือสมาธิการอ่านหนังสือของเขาจะลดลงไปภายใต้ความเครียด เพราะว่าในเวลาที่เกิดความเครียดขึ้น ความคิดอาจจะฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นทำให้พลังงานที่เขาจะสามารถใช้ทำงานใน เรื่องอื่นๆ สูญเสียไปกับพลังงานที่เป็นเรื่องของความเครียด และความฟุ้งซ่านเหล่านี้ก็เป็นความกดดันอย่างหนึ่งกับเด็กทีเดียว

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่า คนที่อยู่รอบตัวเองหลายคนนั้นนอกจากว่าไม่ได้ตระหนักว่าเด็กมีความเครียดและ ให้ความช่วยเหลือแล้ว กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เด็กมีความเครียดมากยิ่งขึ้น พบว่าคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากมีความคาดหวังกับเรื่องการสอบ ent. ของลูกเป็นอย่างมาก หลายคนเครียดยิ่งกว่าลูกอีก หลายๆ คนภายใต้ความเครียดและความคาดหวังอันนี้ได้กดดันให้ลูกรู้สึกเครียดและกังวล ตามไปโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจเลย

ก็อยากจะฝากคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นกำลังจะสอบ ent. ว่าสิ่งแรกขอให้ลองสำรวจดูว่าลูกของคุณตกอยู่ในภาวะความเครียดรึเปล่า วิธีสังเกตนั้นดูไม่ยาก

เริ่มต้นให้ดูจากอาการทางร่างกายก่อน เช่น เด็กมีอาการปวดศีรษะอยู่เสมอ หรือบางทีท้องเสียอยู่บ่อยๆ หรือกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับกระสับกระส่าย เบื่ออาหารหรือบางทีก็มีเหงื่ออกตามฝ่ามือฝ่าเท้า มีอาการใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย

ส่วนภาวะทางจิตใจอาจจะดูเหมือนวิตกกังวลมาก คิดมากไม่มีสมาธิบางคนหงุดหงิด โกรธง่าย บางคนร้องไห้ง่าย หรือเด็กบางคนสังเกต เห็นว่าเขาสูบบุหรี่บ่อยขึ้น หรือว่าบางครั้งเด็กอาจจะหันไปหายาบางอย่างโดยเฉพาะยาบ้า โดยคิดว่านอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว จะทำให้เขากระฉับกระเฉง และอ่านหนังสือได้มากขึ้นด้วย

ถ้าคุณสงสัยว่าลูกอาจจะมีวิธีเครียดเหล่านี้ คงต้องหาวิธีคลายเครียดให้กับลูก ก็คงช่วยเป็นกำลังใจให้ลูกฝ่าฟันเรื่องการสอบ ent. ได้ดีขึ้น ในเรื่องของการคลายเครียดนั้น นอกจากสำรวจพบเรื่องความเครียดแล้วก็คงต้องหาวิธีเผชิญกับปัญหาได้ดีขึ้น ลองกลับมาสำรวจตัวเราเองด้วยว่า เราเองได้กลายเป็นคนกดดันให้กับลูกหรือไม่

จริงๆ แล้วความปรารถนาดีที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกสอบ ent. ได้ ได้เรียนในคณะที่ดี หรือในคณะที่คุณเชื่อว่าเมื่อเขาเรียนสำเร็จแล้ว เขาจะประสบความสำเร็จในการทำงานต่อไป ความปรารถนาดีเหล่านี้ไม่ใช่ความผิด แต่บางครั้งถ้าเราไม่สามารถสื่อความปรารถนาดีเหล่านี้ให้กับลูกได้ ให้ลูกได้เข้าใจด้วยวิธีการที่ดี อาจจะกลายเป็นเหมือนกับว่า เราไปกดดันเขาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

หลายครั้งพบบ่อยๆ ว่าคุณพ่อคุณแม่มุ่งมั่นกับการเรียนในบางคณะมาก เกือบไม่ให้โอกาสหรือไม่ยอมให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวของเขาเองเลยว่าเขา อยากจะเลือกเรียนในคณะอะไร แต่คุณช่วยคิดแทนเขาว่าน่าจะดีสำหรับเขา หรือหลายครั้งเป็นคณะที่คุณพ่อคุณแม่เคยเรียน จบออกมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความผูกพันธ์กับคณะนี้มาก มีความผูกพันธ์กับมหาวิทยาลัยนี้มาก จนมีความรู้สึกว่าลูกก็ต้องเรียนคณะเดียวกับเรา ต้องเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับที่เราเคยเรียนมาก่อน เป็นความรู้สึกที่ดี

แต่บางทีเด็กๆ เขาก็รู้สึกว่าเขาก็อยากมีอิสระในการคิดและการตัดสินใจบ้าง ความเครียดจากการสอบ ent. สำหรับเขานั้นก็มากพออยู่แล้ว มากจนเกินกว่าที่เขาจะสามารถรับความเครียดที่เกิดจากความคาดหวังหรือความกด ดันจากปัจจัยอื่นๆ รอบตัวของเขาได้

อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีความรู้สึกว่าวิธีคิดและการตัดสินใจในเด็กวัย รุ่นนั้น ความจริงเป็นสิ่งที่เราให้ความเชื่อถือได้ ถ้าเขาค้นพบได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร คณะอะไรที่เขารู้สึกว่าเขารักที่จะเรียน อันนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะการสอบ ent. ได้เป็นการเริ่มต้นชีวิตเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย เขายังจะต้องเผชิญกับความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเรียน ฝ่าฟันจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยได้ ถ้าเขาไม่ได้เรียนด้วยพื้นฐานของใจที่รัก เป็นเรื่องยากมากที่เด็กจะฝ่าฟันกับอุปสรรคเหล่านี้

เด็กหลายๆ คนเมื่อเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย หรือในคณะที่ตนเองมีความไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่มีกำลังใจพอที่จะต่อสู้กับการเรียนที่หนักมากในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะเริ่มท้อใจและมีความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่เป็นสิ่ง ที่คนอื่นต้องการ เด็กบางคนก็ถอยหลัง ยอมแพ้กับการเรียน ทั้งๆ ที่ความสามารถทางการเรียนของเขานั้นเรียนให้สำเร็จได้ แต่เขาไม่มีกำลังใจพอหรือไม่ต่อสู้พอที่จะเรียนให้สำเร็จได้

อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตระหนักว่าการเรียนหนังสือให้สำเร็จในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพียงแค่สอบ ent. ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เขามีมันสมองพอจะเรียนหรือไม่ แต่เขาต้องมีใจรักในวิชาที่เขาจะเรียน เพราะมากไปกว่านั้นก็คือเมื่อเขาเรียนจบในคณะบางคณะมาแล้ว เขาจะต้องประกอบอาชีพหรือยู่ในอาชีพนั้นอีกตลอดชีวิตของเขา ถ้าเขาไม่รักกับงานที่เขาทำมากพอเขาจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตของเขาสร้างความ สำเร็จให้กับชีวิตตนเองได้อย่างไร

หากคุณพ่อคุณแม่หลายท่านทำความเข้าใจได้และทำใจยอมรับตรงนี้ได้ คุณก็จะเป็นกำลังสำคัญให้ลูกสามารถฝ่าด่านการสอบ ent. ซึ่งเป็นเพียงด่านแรกในมหาวิทยาลัย ลองให้เขาหาหนทางด้วยตัวของเขาเอง คุณเป็นที่ปรึกษาหารือ หรือทางโรงเรียนก็จะมีคุณครูแนะแนวให้คำปรึกษาในเรื่องคณะต่างๆ ให้เด็กเรียนรู้หรือรู้จัก หรือเข้าใจว่าวิชาชีพหรือแต่ละคณะ ที่เขาคิดว่าชอบหรือไม่ชอบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร มีข้อมูลที่มากพอที่จะช่วยให้เด็กตัดสินใจได้ดีขึ้นกับว่า คณะไหนที่เหมาะกับเขาหรือมีความถนัดที่จะเข้าไปสู่คณะเหล่านั้นได้ ตรงนี้จะช่วยการตัดสินใจของเด็กเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น แล้วยังเป็นการสนับสนุนให้เขาได้แก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเองเป็นกำลังที่ช่วย สนับสนุนในเรื่องการสอบของเขาแทนที่จะเป็นการกดดันให้กับเด็ก

นอกจากนี้ในช่วงของการเรียนหรือการเตรียมสอบ การอ่านหนังสือมากๆ ก็ทำให้เกิดความเครียดขึ้น อันนี้เป็นความเครียดพบภายใต้ภาวะของการเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ การผ่อนคลายความตึงเครียดก็จะช่วยลดอาการทางกายที่เด็กบางคนมีอยู่ เช่น อาจจะต้องช่วยกันปรึกษาหารือ ดูวิธีการจัดระบบการเรียนการอ่านหนังสือของเราว่าเขาอ่านในช่วงที่มากเกินไป มั๊ย

จริงๆ แล้ว สมาธิและความสนใจของคนเรา ก็คงไม่เกิน 40 - 45 นาที เพราะฉะนั้นการที่เขาฝืนอ่านหนังสือติดต่อกัน 3 ชั่วโมง จริงๆ แล้ว 2 ชั่วโมงหลังอาจจะไม่ได้เกิดประโยชน์กับการอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเขาจัดระบบการอ่านหนังสือ ได้ดีขึ้น มีช่วงที่เป็นช่วงพักระหว่างการอ่าน ในทุก 45 นาทีอาจจะมี 10 นาทีที่เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นที่จะทำให้เขาสบายใจขึ้น เช่น ฟังเพลงบ้าง ดูทีวีบ้าง หรือเล่นเกมอะไรบางอย่าง ออกไปเดินเล่น หรือมีกิจกรรมพูดคุยกับคนอื่นบ้าง แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือใหม่ อาจจะดีกว่าการที่ต้องอ่านตลอดเวลา

บางคนบางทีเดินเข้ามาเห็นลูกอ่านหนังสือมาเกือบชั่วโมงแล้วเขารู้สึกเครียด เขาอาจจะหยุดฟังเพลงเพียงแค่เพลงเดียว บังเอิญคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในจังหวะเขาเปิดเพลงพอดี คุณก็โมโหต่อว่าเขาเสียใหญ่โต

ความเป็นจริงแล้วสิ่งสำคัญในเรื่องของการเรียนหรือการที่ประสบความสำเร็จใน การสอบได้ก็คือ การที่เขาได้ใช้ศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ ไม่ใช่อยู่ภายใต้ความเครียดหรือความกดดันอย่างที่บอก สมรรถภาพของคนเรามีข้อจำกัด คุณจะบีบบังคับให้เขาอยู่กับการเรียน คร่ำเคร่งตลอดทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่ได้ทำให้ศักยภาพที่เขามีอยู่เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำไป

ช่วงเวลาที่ลูกเตรียมสอบในการ ent . อย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรจะหาเวลาได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน หรือมีกิจกรรมการผ่อนคลาย คิดว่าจะเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญสำหรับลูกทีเดียว เขามีความเครียดกับการสอบอยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงหนุนที่ดี คอยจัดกิจกรรมผ่อนคลายให้กับเขา พูดคุยกับเขาให้เขาได้มีโอกาสระบายอารมณ์ ความเครียด เพราะว่าช่วงระหว่างเวลาที่รอสอบเป็นช่วงที่ยาวมาก ถ้ามีจังหวะที่ผ่อนคลายออกเป็นครั้งคราว ก็จะช่วยให้เขามีกำลังใจที่ดีขึ้นที่จะกลับมาเผชิญกับการสอบ ได้ใช้ศักยภาพที่ตัวเองมีอย่างเต็มกำลังและเต็มความสามารถ โอกาสที่จะเกิดความสำเร็จในการสอบจะมีมากขึ้น

นอกจากการผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยวิธีทั่วๆ ไปเหล่านี้ ถ้าหากสังเกตว่าลูกยังเครียดค่อนข้างมาก อาจจะช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายความเครียดในเรื่องที่เป็นระบบมากขึ้น ไปปรึกษาคลินิกคลายเครียดก็ได้ หรือจะลองฝึกปฏิบัติเองในครอบครัว อาจจะเป็นวิธีที่คุณใช้ประสบความสำเร็จดีก็อาจจะแนะนำให้ลูกใช้ได้ เช่น บางครอบครัวอาจจะชอบในเรื่องของกิจกรรมทางศาสนา บางท่านอาจจะมีการสวดมนต์ มีการนั่งสมาธิ หรือการผ่อนคลายตนเองด้วยวิธีการของทางศาสนา อันนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้กับในเด็กเช่นเดียวกัน ก็จะช่วยให้เขามีกำลังใจและมีความตึงเครียดจากการสอบลดน้อยลงไป

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาใช้ในเรื่องของการผ่อนคลายเรื่องของความ ตึงเครียดได้ เช่น การฝึกการหายใจ หรือการนวดบางอย่างที่ช่วยลดความตึงเครียดได้ ก็ลองใช้วิธีเหล่านี้ดู ในการช่วยกับลูกหรือวัยรุ่นที่กำลังมีความเครียด

นอกจากวิธีการคลายเครียดต่างๆ เหล่านี้ และวิธีการที่คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนในเรื่องของความเครียดแล้ว คุณอาจจะเข้าไปช่วยในเรื่องต้นเหตุของความเครียด ถ้าหากต้นเหตุของความเครียดขณะนี้คือเรื่องระบบการสอบ ent . อย่างที่ว่า บางทีถ้าคุณช่วยให้เขาเข้าใจเรื่องระบบได้ดีขึ้น ก็อาจจะช่วยลดความตึงเครียดของเขาหรือช่วยสนับสนุนในเรื่องการเรียนบางอย่าง ที่คิดว่าเขารู้สึกว่าต้องการที่จะเพิ่มเติมหรือเสริมให้กับความสามารถในการ สอบของเขา เพราะเขาจะต้องสอบบางวิชาที่อาจจะต้องมีการกวดวิชาเฉพาะในบางวิชา ก็อาจจะช่วยสนับสนุนในเรื่องการเรียนเหล่านี้ ก็อาจจะช่วยลดความเครียดลงได้บ้าง

การกวดวิชาเพียงอย่างเดียวแต่ว่าเขาไม่ได้รับแรงสนับสนุนหรือความเข้าใจจาก คนรอบข้างที่จะช่วยให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่าในตัวของเขาเอง การสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจหรือมีความชื่นชมในตัวเขาอยู่เสมอ เมื่อได้เห็นเขาได้มีความสามารถหรือการได้ใช้ความพยายามเต็มความสามารถ แต่มิใช่ตัดสินกันด้วยว่าเขาจะสอบ ent. ได้หรือไม่ได้

ตรงนี้ก็คงขึ้นกับว่าคุณได้กดดันเขาหรือไม่ เพราะบางท่านอาจจะให้คำตัดสินลูกเพียงว่าถ้าเขาสอบ ent. ได้ ไม่ว่าก่อนการสอบเขาจะเป็นอย่างไรก็ตามที คุณก็จะให้การยอมรับเขา เช่นนี้แล้วการสอบ ent. มันมีความหมายกับชีวิตของเขามากไปเพียงแค่สิ่งหนึ่งที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต แต่มันเป็นการตัดสินตัวของเขาเองทั้งตัวทีเดียว

เพราะฉะนั้นคุณควรจะให้การสนับสนุนในเรื่องทางวิชาการตามที่ลูกต้องการ ลดความตึงเครียดให้กับลูก ให้กำลังใจให้กับลูก มากกว่าจะกดดันด้วยความคาดหวังหรือตัดสินใจเองด้วยว่าการสอบผ่านการ ent. เท่านั้น คือสิ่งที่คุณต้องการ

เราอาจจะไม่พูดถึงในเรื่องการผ่านหรือไม่ผ่าน อันนั้นเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังไม่มา คุณหรือลูกก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาจะผ่านหรือไม่ผ่านการสอบ ent. แต่สิ่งที่คุณและลูกช่วยกันหรือสนับสนุนกันในช่วงนี้ก็คือว่า

พ่อกับแม่พร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้กับเขา พร้อมที่จะสนับสนุนทางวิชาการที่เขาต้องการและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดิน ทางฝ่าฟันความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาในช่วงนี้ไปด้วยกัน

บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อ
ตระกูล
http://www.ramamental.com/pan/f36.htm